ไขข้อข้องใจ “กรดยูริกในน้ำปัสสาวะ

ตอบคำถาม ไขข้อข้องใจเกี่ยวกับ กรดยูริคในน้ำปัสสาวะ มีหลายข้อมูลจนไม่รู้ว่าจะเชื่อใครดี 

ฟังทางนี้ !!! ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) จะไขความข้องใจเกี่ยวกับกรดยูริคในน้ำปัสสาวะ

จากงานวิจัยของนักวิจัย มหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า กรดยูริกในน้ำปัสสาวะเป็นสารต้านความชรา ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้อายุยืน แต่วงการแพทย์กล่าวว่า เป็นสารพิษอาจทำให้เกิดโรคเก๊าท์ ไขข้ออักเสบ ข้อมูลขัดแย้งกัน จะเชื่อใครดี

หมอเขียวบอกว่า ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ดีที่สุด ให้ทดลองใช้ดู ถ้าสบาย เบากายและมีกำลัง ก็เป็นสิ่งที่ดี  ถ้าใช้แล้วไม่สบาย ไม่เบากาย ก็ไม่ดี ในงานวิจัยเอง ก็มีข้อมูลที่แย้งไปแย้งมาได้ มีงานวิจัยหลายอย่างที่ทำไปทำมา พอถึงวันหนึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงตัวเลขเช่นกัน

ตย. งานวิจัยในอดีตเขาให้กินเนื้อ นม ไข่เยอะ แต่ปัจจุบันให้ลดเนื้อ เพิ่มผัก  หรือบางงานวิจัยบอกว่ายาบางตัวที่แก้คลื่นไส้ พอกินไปกินมา 10ปีต่อมา พบว่าส่งผลกระทบต่อหญิงมีครรภ์  ปรากฏว่าเด็กทารกที่คลอดออกมา พิการ จึงสั่งให้เลิกใช้

ในงานวิจัยนั้น ก็เป็นความจริงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในเหตุปัจจัยหนึ่ง ในงานวิจัยจริงๆ แล้วมีข้อบกพร่องเยอะ เพราะไม่สามารถควบคุมเหตุปัจจัยต่างๆได้ จะมีเหตุปัจจัยตัวอื่นมากระทบอยู่ งานวิจัยจริงๆ ไม่ได้ควบคุมเหตุปัจจัยได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในงานวิจัยเป็นเพียงค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่านั้น

 

พระพุทธเจ้าตรัสว่า น้ำปัสสาวะเป็นยาที่หาได้ง่ายและไม่มีโทษ ซึ่งท่านได้ทดลองมาแล้ว 

ประเด็น กรดยูริกในน้ำปัสสาวะ มีนักวิจัยค้นพบว่า ต้านความชรา ต้านมะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งดูจะขัดแย้งกับทางการแพทย์ ที่พูดถึงโรคเก๊าท์ ปวดข้อ ไขข้ออักเสบซึ่งเกิดจากการที่มีกรดยูริกเยอะ

โดยปกติ พืชและสัตว์ก็มีกรดยูริกเยอะ โดยเฉพาะสัตว์ 2 เท้าอย่างไก่ กินแล้วก็มีกรดยูริกเยอะ จะมีอาการปวดตามข้อ พอหยุดกินก็หายปวด พอหยุดกินก็จะหายปวดตามข้อ

ยูริกในพืชบางชนิด อาทิ หน่อไม้ ก็จะทำให้มีอาการปวดข้อได้เช่นกัน

ส่วนยูริกในปัสสาวะ เมื่อทานเข้าไปแล้ว จากที่ได้ทดลองด้วยตนเอง พบว่า กินทีไร ก็จะหายปวดตามข้อทุกครั้ง แสดงว่ากรดยูริกจากปัสสาวะเป็นยูริกที่แก้อักเสบได้ สามารถระงับปวดได้ เพราะพิสูจน์ได้จริงว่า ยูริคในน้ำปัสสาวะ เป็นยูริกที่ต้านชรา ต้านมะเร็ง ต้านสารอนุมูลอิสระนั้น ทำให้อายุยืนได้ เป็นเรื่องจริง เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าโรคภัยไข้เจ็บลดลง กระชุ่มกระชวย มีชีวิตชีวา และยูริกในน้ำปัสสาวะนั้นเป็นยูริกคนละตัวกับพืชและสัตว์ มีโครงสร้างที่อาจจะเหมือนกัน แต่มีรายละเอียดต่างกัน เป็นยูริกที่ไม่เหมือนกัน มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป

เช่นเดียวกับ สารเบต้าเคโรทีน ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เพิ่มภูมิต้านทาน ลดโรคต่างๆ แม้ว่าเบต้าเคโรทีนในฟักทองกับเบต้าเคโรทีนในย่านางจะมีเยอะเหมือนกัน แต่ก็มีคุณสมบัติต่างกัน

 

ถ้าใครที่ไม่สบาย ไข้ขึ้น ไปกินเบต้าเคโรทีนจากฟักทอง ซึ่งเป็นเบต้าเคโรทีนร้อน จะทำให้ไข้ขึ้นได้ ส่วนการกินเบต้าเคโรทีนที่อยู่ในย่านาง ไข้จะลด มันเป็นเบต้าเคโรทีนเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน เพราะมีลักษณะที่ต่างกันอยู่ เบต้าเคโรทีนที่อยู่ในย่านาง มีฤทธิ์เย็น ส่วนเบต้าเคโรทีนในฟักทองนั้น มีฤทธิ์ร้อน หากใครเป็นโรคจากอาการร้อนเกิน กินเบต้าเคโรทีนจากฟักทองจะมีอาการแย่ลง กินเบต้าเคโรทีนจากย่านางจะดีขึ้น แต่ถ้าใครเป็นโรคที่เกิดจากภาวะเย็นเกิน กินเบต้าเคโรทีนจากย่านางจะแย่ลง กินเบต้าเคโรทีนจากฟักทองจะดีขึ้น

กรดยูริกในปัสสาวะ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ เบาบางและน้อย ไม่เหมือนกับเนื้อสัตว์หรือพืชบางชนิดที่มียูริกจำนวนมาก ซึ่งจำนวนมากจะเป็นโทษ ทำให้เกิดการอักเสบได้ ยูริกในน้ำปัสสาวะนั้นเจือจาง อยู่ในระดับวัคซีน สารต่างๆในน้ำปัสสาวะนั้น จะเจือจาง เป็นพิษน้อย การทำงานของวัคซีนคือ การเอาพิษเจือจางเข้าไปในชีวิต พลังชีวิต ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือดขาวให้แข็งแรง สร้างร่างกายให้แข็งแรง มาต่อสู้ ขับและสลายพิษ ซึ่งเป็นกระบวนการวัคซีนในร่างกาย เขาจะสร้างตัว ลิมโฟไซต์ (อังกฤษ: lymphocyte) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์มีกระดูกสันหลัง รวมถึงคนด้วย  กระบวนการนี้เอง ก็จะทำให้เกิดภูมิต้านทานตัวเชื้อโรคหรือพิษนั้นโดยตรง นี่คือกระบวนการวัคซีน แต่อย่างไรก็ตาม ต้องใช้พิษอ่อนๆ เจือจาง ไม่ใช่พิษที่เข้มข้น ซึ่งจะเป็นพิษ ซึ่งนี่คือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบ และใช้พิษอ่อนๆนี้ในการทำวัคซีน

ดังนั้นในน้ำปัสสาวะนั้น พิษที่มีคือพิษอ่อนๆเท่านั้นไม่ใช่พิษที่แรง หรือเข้มข้น ไม่ใช่แค่พิษจากกรดยูริกอย่างเดียว แต่มีพิษอื่นๆด้วย แต่มีสภาวะเป็นพิษอ่อนๆ พอเข้าไปในร่างกาย ก็ไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างลิมโฟไซต์ เม็ดเลือดขาว มากำจัดพิษในร่างกายก็เลยกำจัดยูริกจำนวนมากในร่างกายไปด้วย ไปๆมาๆก็หายจากโรคเก๊าท์ ซึ่งเรียกว่าเป็นวิธี พิษดับพิษ

ผลก็คือ คนที่เป็นโรคเก๊าท์แล้ว เมื่อกินปัสสาวะหรือสวนล้างลำไส้ด้วยปัสสาวะ หรือใช้น้ำปัสสาวะไปสัมผัสบริเวณที่ปวดนั้นแล้วอาการปวดลดลง เหล่านี้คือลักษณะของพิษดับพิษ

ในน้ำปัสสาวะนั้นไม่ได้มีแค่กรดยูริกอย่างเดียว ยังมีเชื้อโรคอื่นๆทุกอย่างในตัวเรา สารหรือพลังงานจากโรคทุกอย่างในตัวเรา แต่อยู่ในระดับที่เจือจาง มันจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ    เพราะในเนื้อเยื้อของร่างกายเราจะมี เปอรอกซิโซม (Peroxisome)  ซึ่งทำหน้าที่สลายพิษกำจัดพิษต่างๆในเซลล์และเนื้อเยื่อของเรา

ด้วยกลไกของเปอรอกซิโซม ร่างกายจะกำจัดพิษออกมาอยู่แล้วก่อนที่จะดันออกมาทางปัสสาวะ พิษที่ออกมาจากปัสสาวะจึงเป็นพิษอ่อนๆ  พอเข้าไปในร่างกาย จึงเป็นวัคซีน ที่ทำให้ชีวิตผลิต พลังงานมากำจัดพิษ กำจัดโรค ดันพิษ ทุกตัวในร่างกายของเรา น้ำปัสสาวะจึงกลายเป็นวัคซีนชั้นยอดที่ช่วยลดโรคได้ทุกโรค งานวิจัยจึงได้ค้นพบว่า น้ำปัสสาวะช่วยลดโรคทุกโรคจึงปรากฏว่า การดื่ม การใช้น้ำปัสสาวะ ไม่ได้ทำให้อาการปวดเพิ่มขึ้น

เพราะฉะนั้น ยูริกที่อยู่ในน้ำปัสสาวะ จึงเป็นยูริกในระดับวัคซีน ที่ไม่มีอันตราย เป็นวัคซีนที่ทำให้เราแข็งแรง ที่กระตุ้นให้เกิดภูมิต้านทานขึ้น ชีวิตจึงเกิดภูมิต้านทาน สร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยการสู้พิษ สลายพฺษ ขับพิษ เซลล์จึงแข็งแรง จึงมีงานวิจัยพบว่า น้ำปัสสาวะช่วยลดโรคได้ทุกโรค  เพราะว่าเป็นการเอาพิษอ่อนในร่างกายเรา เชื้อโรคทุกโรค ถูกกำจัดให้เป็นพิษอ่อนๆแล้วออกมาทางปัสสาวะ  พอออกมาทางปัสสาวะ น้ำปัสสาวะที่เราดื่มเข้าไป จึงกลายเป็นวัคซีน กลายเป็นการเพิ่มภูมิต้านทาน ที่สร้างเซลล์ให้แข็งแรงขึ้น

การใช้น้ำปัสสาวะ เป็นการอธิบายด้วยหลัก เหตุและผล เหตุคือ การดื่มน้ำปัสสาวะ การใส่น้ำปัสสาวะเข้าไปในร่างกายแล้ว ผลคือ โรคลดลง หายโรค  นี่เป็นการอธิบายกลไกของเหตุและผล

ในขณะที่กรดยูริกในหน่อไม้ ในไก่ ในเป็ด ในหมู หรือสัตว์ใหญ่ต่างๆ นั้นเยอะ เมื่อกินเข้าไปแล้วทำให้ปวดตามข้อ ปวดตามร่างกายต่างๆ กรดยูริกเหล่านี้ ทำให้ปวดและทรมานตามร่างกาย

ที่สำคัญคือ ถ้าเราชิงชัง รังเกียจ  อะไรมาก ให้เรากินตัวนั้นเลย รับรองเลยว่าเป็นยาที่แรงที่สุด มีประสิทธิภาพสูงจริง เพราะจะได้ล้างความชัง ล้างอัตตา ล้างกิเลสตัวชัง เมื่อใดที่เรากินตัวที่เราชังที่สุดได้ เราจะกินตัวใดก็ได้ เพราะจะมีประสิทธิภาพพอๆกัน

 

การใช้น้ำปัสสาวะห้ามเลือด แก้ตาอักเสบ หายจากโรคเบาหวาน-วณิชชา จันทร์จรัสวัฒนา

คุณวณิชชา จันทร์จรัสวัฒนา อดีตเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำเมาและน้ำดื่ม รายใหญ่ในอำเภอมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร อาชีพเสริมทำหวยออนไลน์ อดีตป่วยเป็นโรคเบาหวาน รักษาแผนปัจจุบันทายามาตลอด แต่ก็ไม่หาย เลยมาลองใช้การดูแลตัวเองแบบแพทย์วิถีธรรม (ดร.ใจเพชร กล้าจนหรือหมอเขียว)

หลังจากเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม คนรอบตัวๆ ก็ทานน้ำปัสสาวะกัน ก็ยังไม่แน่ใจ มีจิตอาสาหลายคนเล่าแชร์ประสบการณ์การใช้น้ำปัสสาวะและประสบความสำเร็จเกือบทุกโรค ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจทดลองใช้น้ำปัสสาวะควบคู่ไปกับเทคนิค 9

ปัจจุบัน ใช้น้ำปัสสาวะไม่เคยขาด ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำปัสสาวะ หยอดหู หยอดตา ล้างหน้า ทุกวันนี้จะดื่มน้ำปัสสาวะในตอนเช้า วันละแก้วเต็มๆ ใช้ล้างหน้าทุกวัน โดยไม่ได้ล้างออกและแบ่งส่วนหนึ่งในการดีท็อกซ์ สวนล้างลำไส้ บางครั้งก็ใช้หมักผมด้วย

สิ่งที่ประทับใจจากการใช้น้ำปัสสาวะคือ การที่ตนเองหายจากการเป็นเบาหวาน ส่วนตัวรู้สึกว่า อาการจากการเป็นเบาหวานดีขึ้น วันไหนถ้าไม่ได้ดื่ม พลังชีวิตจะตก หลังจากที่ได้ใช้แนวทางนี้ ได้ทิ้งยาเคมี ยาหมอและไม่มีอาการเบาหวานมากวนอีก

พอผ่านไปประมาณปีกว่า เลยตัดสินใจลองวัดน้ำตาล จึงมีความมั่นใจในหลักการดูแลแบบแพทย์วิถีธรรมร่วมกับการใช้น้ำปัสสาวะมากขึ้น เพราะมันช่วยทำให้โรคเบาหวานหายได้

หลังจากนั้น ตัดสินใจเลิกอาชีพขายน้ำเมา มาขายผลิตภัณฑ์สุขภาพแทน ซึ่งก็ไม่ทุกข์ใจอะไร ค่ายสุขภาพตามหลักแพทย์วิถีธรรมของหมอเขียว นอกจากจะให้องค์ความรู้ในการดูแลสุขภาพแล้วยังให้ธรรมะอีกด้วย สอนให้เราลดกิเลสด้วย ซึ่งจากธรรมะของคุณหมอ ทำให้สามารถเลิกอาชีพนี้ได้โดยไม่ทุกข์เลย

ส่วนประสบการณ์การใช้น้ำปัสสาวะในชีวิตประจำวันนั้น เคยเป็นตาอักเสบ มีอาการตาแดง ก็ใช้ศาสตร์แพทย์วิถีธรรม ใช้น้ำสกัดย่านางหยอดตา ผ่านไป 2 วันมันก็ดีขึ้น แต่ยังไม่หาย ก็ได้ใช้น้ำปัสสาวะ โดยการกระพริบตาในน้ำปัสสาวะ โดยจะทำทุกครั้งที่ปัสสาวะออกมา (ถ้ามีอาการจะใช้ทุกครั้ง) ปรากฏว่าอาการเคืองใต้เปลือกตาหายไปทันที ตาหายแดงทั้งสองข้าง จึงได้พบความมหัศจรรย์ของน้ำปัสสาวะ

ประสบการณ์อีกอันคือ เคยโดนมีดบาดเป็นแผลลึก ได้ใช้นิ้วนั้น แช่น้ำปัสสาวะ ปรากฏว่าเลือดหยุดและแผลปิดดี หรือแม้แต่ อาการปวดชายโครง เป็นๆหายๆตลอด ได้ดื่มน้ำปัสสาวะและดื่มทุกครั้งที่ปัสสาวะออกมา จนกระทั้งอาการปวดหายไป

สุดท้ายอยากจะฝาก เทคนิคในการดื่มน้ำปัสสาวะได้ง่ายคือ ดื่มน้ำเยอะๆ และทานอาหารที่มีรสจืด น้ำปัสสาวะนั้นสามารถใช้ได้ทุกเพศทุกวัย เป็นยาในร่างกายเรา แม้ว่าน้ำปัสสาวะนั้นจะมีพิษ แต่ก็เป็นพิษอ่อนๆ เหมือนเซรุ่ม ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกายเรา

สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.urinetherapywisdom.org/เฟสบุ๊ค : มหัศจรรย์น้ำปัสสาวะ ยาดีที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้

รักษาภูมิแพ้ ต้อเนื้อ ใช้ทากันแดด แก้ผมหงอก -จิตรา พรหมโคตร

คุณจิตรา พรหมโคตร อดีตข้าราชการครู ได้ลาออกเนื่องจากความเจ็บป่วย เป็นโรคภูมิแพ้ ริดสีดวงทวาร ซึ่งเกิดจากความเครียด ต้องใช้เสียงมาก ในอดีตใช้การรักษาแพทย์แผนปัจจุบัน โดยการใช้ยาแก้ภูมิแพ้ ทำให้ง่วงนอนซึ่งมีผลกับการทำงาน

ส่วนโรคริดสีดวงทวารนั้น เป็นตั้งแต่อายุ 18 ปี เกิดจากระบบขับถ่ายของตัวเองไม่ดี เวลาเป็นหนักๆ เลือดจะออกมาจนเกือบเป็นลม ยิ่งใช้ยาเคมีมากๆ สุขภาพก็ยิ่งแย่ลง ประกอบกับมีความเครียดจากการทำงาน จึงตัดสินใจลาออกจากข้าราชการครู

ต่อมาปี 2555 มีอาการวัยทอง ไม่สบายรุนแรง โชคดีที่เพื่อนให้ไปค่ายสุขภาพฯของหมอเขียว (ดร.ใจเพชร กล้าจน) จึงนำมาทดลองปฏิบัติที่บ้าน

จากอดีตที่เคยแพ้ยาเกือบทุกตัว ผลกระทบจากการแพ้ยา ส่งผลให้ร่างกายแทบรับไม่ไหว หลังจากที่ได้เริ่มทดลองใช้เทคนิคการดูแลสุขภาพพึ่งตนด้วยหลักแพทย์วิถีธรรมหรือยา 9 เม็ดของหมอเขียว ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ ประหยัดค่าใช้จ่ายเพราะใช้ของใกล้ตัว ในตัว ใช้ง่ายและเป็นธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี

ในการใช้น้ำปัสสาวะ หลังจากออกจากครูแล้ว ไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ จึงหันมาใช้น้ำปัสสาวะ โดยใช้มาตลอดตั้งแต่แรก คือใช้ในการดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ใหญ่ ใช้ดื่ม ซึ่งทุกอย่าง ได้ทดลองด้วยตัวเองมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผลจากมีดบาด เป็นตาปลา เป็นโรคผิวหนัง เนื่องจากเป็นคนแพ้ทุกอย่าง จึงใช้น้ำปัสสาวะในการทากันแดด แม้กระทั่งแดดเปรี้ยง ก็ไม่รู้สึกร้อน แต่กลับรู้สึกเย็นสบายดี แม้กระทั้งผมของตนเอง ก็ใช้น้ำปัสสาวะโดยได้ทดลองทั้งแบบสดและหมัก 8 เดือน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำปัสสาวะที่หมักไว้ 8 เดือนจะมีประสิทธิภาพสูงจริงๆ เพราะมีค่าความเป็นด่างสูง เคยได้ทดลองใช้กับพ่อบ้านที่เป็นโรคสะเก็ตเงิน ส่วนในเรื่องกลิ่นของน้ำปัสสาวะหมักนั้น กลิ่นจะฉุนหรือไม่นั้น อยู่ที่อาหารที่เรารับประทาน หลังจากได้เข้าค่ายสุขภาพฯ หมอเขียว ตนเองก็ได้ปรับอาหาร โดยปรุงด้วยเกลือเป็นหลัก ไม่รับประทานเนื้อสัตว์และอาหารที่มีรสจัด ด้วยเหตุที่ตนเองมีโรคประจำตัว จึงทำให้ได้ฝึกฝน ทดลองในการรับประทานอาหารสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นเวลาเอาไปหมัก น้ำปัสสาวะจะไม่มีกลิ่นฉุนเลย ซึ่งเนื้อสัตว์นั้นก็มีส่วนที่ทำให้น้ำปัสสาวะมีกลิ่นฉุนเหมือนกัน อีกอย่างคือ ถ้าน้ำปัสสาวะไปถูกเสื้อผ้าจะมีกลิ่น แต่ถ้านำน้ำปัสสาวะไปอาบน้ำ ชโลมและปล่อยให้แห้งนั้น จะไม่มีกลิ่นเลย

ปัจจุบัน ใช้น้ำปัสสาวะมาแล้วกว่า 4 ปี ไม่ได้ใช้ยาเคมี ร่างกายแข็งแรงขึ้น โดยดื่มในตอนเช้าและเย็น ไม่ได้ไปหาหมอโรงพยาบาลเลย แต่ถ้าจะมีวิบากเหมือนเมื่อตอนมาค่ายแฟนพันธุ์แท้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี2558 เกิดอุบัติเหตุไปเตะเหล็ก กระดูกนิ้วโป้งหัก ก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาล รับยามาแต่ไม่ได้กิน ก็ใช้น้ำปัสสาวะแช่และทา

ประโยชน์ที่ได้จากการใช้น้ำปัสสาวะ ที่เห็นๆคือในเศรษฐกิจยุคนี้ การที่เราใช้น้ำปัสสาวะ สามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ ทั้งยังเป็นวิธีการที่ประหยัด เรียบง่ายและไม่มีอันตรายอีกด้วย นอกจากนี้ในน้ำปัสสาวะมีสารอินเตอร์เฟอรอน (Interferon) เป็นสารที่แก้ภูมิแพ้ โดยส่วนตัวคือใช้น้ำปัสสาวะในการสูดเข้าทางจมูก ภูมิแพ้ที่ตัวเองเป็นดีขึ้นและหาย ซึ่งมักจะทำในช่วงตอนเช้า ทำมาเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปีซึ่งน้ำปัสสาวะในช่วงตอนเช้า ถ้าอาหารเราไม่ปรุงรสจัดหรือใช้ซีอิ้ว น้ำปัสสาวะจะใส และที่สำคัญน้ำปัสสาวะในตอนเช้าจะมีสารเมลาโทนิน เป็นสารรักษาโรคที่มักพบในน้ำปัสสาวะตอนเช้า ช่วยให้จิตสงบและมีสมาธิมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังใช้น้ำปัสสาวะหยอดทั้งหูและตา อดีตเคยเป็นต้อเนื้อ จากที่ต้องใช้ยาหยอดตา ปัจจุบันตาก็ใสและมองเห็นชัดเจน

สุดท้ายอยากจะฝากถึงคนทั่วไป ส่วนมากก็จะเข้าใจผิดคิดว่าน้ำปัสสาวะนั้นสกปรก แต่ถ้าได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธองค์ น้ำมูตรคือน้ำปัสสาวะ ถ้าใครได้ศึกษาก็จะทราบว่า ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ใช้น้ำมูตรในการรักษาโรค ประกอบกับถ้าเราได้ศึกษาในทางวิทยาศาสตร์แล้วจะพบว่า น้ำปัสสาวะนั้นกรองมาจากไต ซึ่งอาจารย์(หมอเขียว) ได้บอกไว้ว่า น้ำปัสสาวะเป็นน้ำที่ บริสุทธิ์  สะอาดที่สุดเพราะกรองมาจากไตเป็นชั้นๆ จากการทดลองใช้มา 4 ปี ผลข้างเคียงไม่มีเลย น้ำปัสสาวะเป็นน้ำที่สมดุลในร่างกายเรา เป็นเหมือนวัคซีน เหมือนคนถูกงูกัดแล้วฉีดเซรุ่มเข้าร่างกาย น้ำปัสสาวะก็เช่นเดียวกัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของน้ำเลือดในร่างกายของเรา ที่ไม่ได้ใช้แล้วเรานำมาดื่มกิน ก็จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายเรา ช่วยทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงและทำงานมากขึ้น ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง

 

น้ำปัสสาวะล้างจมูก รักษาโรคภูมิแพ้-ภัคธร คุ้มกิตติพร

คุณภัคธร คุ้มกิตติพร จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ภาคกลาง

อดีตมีอาการหลอดเลือดหัวใจตีบ 7 เส้น เป็นโรคภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก ได้มีโอกาสมาเข้าค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ได้เจอพี่น้องจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ที่ได้เริ่มแนะนำการใช้น้ำปัสสาวะ จึงตัดสินใจใช้ในวันที่ 3ของค่าย โดยทดลองสูดน้ำปัสสาวะเข้าทางจมูกแบบดมยานัตถ์ุ หลังจากวันนั้น ก็ไม่ต้องทานยาแก้โรคภูมิแพ้อีกเลย

จนกระทั่งปัจจุบัน ก็ยังคงใช้น้ำปัสสาวะล้างจมูกแทบจะทุกวัน เพราะมีความมั่นใจในน้ำปัสสาวะ และได้เรียนรู้จากพี่น้องจิตอาสาหลายท่านว่า ในน้ำปัสสาวะนั้นมีสารต้านแก้อักเสบ                    มีประสบการณ์ลูกชายเกิดอุบัติเหตุ ตกจากรถกอล์ฟ มีบาดแผล จึงตัดสินใจใช้น้ำปัสสาวะทาที่บริเวณแผล  พอวันรุ่งขึ้น ลูกก็ไม่อาการเจ็บปวด ตึงเลย

นอกจากนี้ ยังได้ความรู้จากพี่น้องจิตอาสาและครูบาอาจารย์ (หมอเขียว) ว่าน้ำปัสสาวะเป็นยาและยังช่วยให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาว ช่วยสร้างภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นจนปัจจุบัน โรคภูมิแพ้ได้หายไปจากชีวิตแล้ว ตั้งแต่ 14 วันแรกที่มาเริ่มปฏิบัติ จนปัจจุบันก็ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้อีกเลย

มีประสบการณ์ลูกตัวร้อน น้ำปัสสาวะจะช่วยสร้างภูมิต้านทานโดยจะสร้างเม็ดเลือดขาวขึ้นมาสกัดเชื้อโรคอีก โดยปกติ อาการไข้ของลูกชาย ต้องใช้ระยะเวลา 3 วันถึงจะลดลง แต่พอใช้น้ำปัสสาวะ เพียงวันครึ่งก็สามารถหายเป็นปกติได้ นี่คือสิ่งมหัศจรรย์สำหรับผมและครอบครัว

และที่มั่นใจมากเพราะว่าทั้งชีวิตนั้นได้แต่ทานยาและไม่มีอะไรดีขึ้น พอทดลองใช้น้ำปัสสาวะอย่างเดียว ไม่ได้ใช้ยาอะไรเลย ผลก็คือโรคภูมิแพ้มันหายไป จึงมีความั่นใจมากขึ้น
ทุกวันนี 4 ปีแล้วใช้น้ำปัสสาวะอย่างเดียว แม้กระทั่งใช้แปรงฟัน รวมทั้งการใช้ทาที่ผิวหนังเพื่อกันยุง ได้ประมาณ 80% เมื่อทาน้ำปัสสาวะที่ขา ยังโดนยุงกัดน้อยกว่าที่ไม่ทาน้ำปัสสาวะ

ทุกวันนี้อาบน้ำออกมา ก็จะชะโลมตัวและยืนให้แห้ง ทุกวันนี้ไม่ได้ใช้โฟม ครีมล้างหน้า แต่ใช้น้ำปัสสาวะทาตัวแทน โดยไม่ได้ล้างออก ส่วนกลิ่นนั้น เราทานอาหารรสจืด แม้น้ำปัสสาวะจะโดนเสื้อผ้า จะยังไม่มีกลิ่นใดๆ

น้ำปัสสาวะฟังดูน่ารังเกียจ มันดูฉุน แต่จริงๆแล้ว พุทธองค์กล่าวไว้ว่าน้ำปัสสาวะเป็นเภสัช (ยา) มีในพระไตรปิฎก เพราะด้วยความศรัทธาในองค์พระพุทธเจ้า จึงตัดสินใจใช้น้ำปัสสาวะ ตามพระพุทธเจ้า

ไทรอยด์เป็นพิษ ภูมิแพ้ ลมพิษ รักษาแผลสด น้ำปัสสาวะรักษาโรค – ดวงพร ช่วยคงมา

คุณดวงพร ช่วยคงมา อายุ 48 ปี อาชีพธุรกิจส่วนตัว
ก่อนจะรู้จักแพทย์วิถีธรรม ป่วยมาแล้ว 5 โรค เป็นไทรอยด์เป็นพิษ ความดัน ไมเกรน เครียด ภูมิแพ้
เป็นมาประมาณ 10 กว่าปี ปี2555 ได้รู้จักแพทย์วิถีธรรมทางยูทูป ตั้งใจปฏิบัติ ทำอย่างจริงจังใช้เวลาประมาณครึ่งปี จนกระทั้งโรคที่เป็นหายหมด คุณหมอได้ตรวจเลือด พบว่าค่าเลือดเป็นปกติ นอกจากโรคไทรอยด์ ก็เป็นโรคเครียดด้วย เป็น Panic เป็นโรคประสาท โรคจิต ก็ใช้ศาสตร์ของหมอเขียวทั้งเรื่องธรรมะและอาหารปรับสมดุลร่างกาย จนทุกวันนี้ ก้ไม่เคยป่วยหรือไปหาหมออีกเลย
ส่วนน้ำปัสสาวะ ครั้งแรกที่ที่ได้ยินว่า น้ำปัสสาวะเป็นยานั้น ก็ไม่เชื่อ เพราะว่า รับไม่ได้ จะให้ทำอะไรก็ทำได้หมด ทำทุกอย่าง ยกเว้นดื่มน้ำปัสสาวะ ทั้งที่อ่านหนังสือทั้งของอาจารย์ (ดร.หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน) และของป้านิดดา (ป้านิดดา หงส์วิวัฒน์) แต่ก็ยังไม่เชื่อ จนกระทั้งได้ไปอบรมเรื่องการทำอาหารกับจิตอาสาท่านหนึ่ง ได้ยินจิตอาสาท่านหนึ่งบอกว่า “ถ้าบุญไม่เปิด จะไม่ได้ใช่” ตอนนัั้นมันคงยังไม่ถึงเวลาของเราที่จะได้ใช้
จนกระทั้งประมาณเดือนตุลาคม ปี 2556 ได้เดินทางไปต่างจังหวัด เพื่อไปดูแลแม่ที่ป่วย
โดยปกติ ตอนนั้นที่ทำยา 9 เม็ด ก็จะเป็นลมพิษประจำเลย ส่วนนี้ยังไม่หาย ยังเป็นอยู่ วันนั้นเหมือนบุญเปิด เพราะเป็นลมพิษทั้งตัวเลย วันนั้นไม่มีคาลาไมน์ ยาแก้แพ้ก็ไม่ได้เอาไป ต่างจังหวัดไม่มีที่ไปซื้อ ทรมานมาก เป็นลมพิษเป็นปื้นๆ จะทำอย่างไรดี มันทรมานก็เลยนึกได้ว่า น้ำปัสสาวะเราก็อ่านที่ว่า รักษาโน่นนี่ ลมพิษ เราก็นึกได้ ไม่มีอะไร เราก็ลองใช้ดูดีกว่า ก็ตัดสินใจเข้าห้องน้ำ ก็ปัสสาวะมาใส่แก้ว แขนที่เป็นลมพิษ กำลังร้อน วูบ ๆ เป็นปื้น ก็เอามาทาเลย พอทาไม่ถึง 5 นาที จากที่มันร้อนวาบๆ มันทรมานนะ ลมพิษปื้นใหญ่ที่แขน มันหายค่ะ เราก็บอก “มันดีขนาดนี้เชียวหรือนี่” ส่วนที่เหลือ ไม่ช้าเลย เข้าห้องน้ำ ดื่มเลยเพราะตอนนั้นก็ยังไม่งดทานเนื้อสัตว์ ยังทานรสจัดอยู่ ก็เลยผสมน้ำแล้วก็ดื่มตั้งแต่ตอนนั้น ปลายปี 2556 จนถึงทุกวันนี้

ที่น่ามหัศจรรย์คือ ลมพิษที่เคยเป็น ตั้งแต่ดื่มน้ำปัสสาวะ ไม่ขึ้นอีกเลย ไม่เป็นอีกเลย เพราะตัวเองเป็นภูมิแพ้ คันทั้งตัว ขอบเสื้อใน ขอบกางเกงใน แม้กระทั้งเวลาเป็นรอบเดือน ขอบผ้าอนามัย เป็นอะไรที่ทรมาน เป็น 10 ปี ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีอาการแพ้อะไรเลย

น้ำปัสสาวะ ก็จะใช้ดื่มตอนเช้าทุกวันและทาหน้า เพราะว่าได้อ่านจากหนังสือน้ำปัสสาวะของอาจารย์บอกว่า น้ำปัสสาวะตอนเช้าหลังจากที่เราพักผ่อนเพียงพอ จะมีเมลาโทนิน ก็จะดื่มตอนเช้าและตอนเย็นด้วย แต่ใช้ทุกวัน ไปไหนก็จะใช้หมด ก็จะดื่ม 1 แก้วและที่เหลือจะทาหน้า ใช้แทนยากันแดดดีมาก หรือแม้กระทั้งเราทำงาน บางทีต้องแต่งหน้าบ้าง เราก็จะใช้น้ำปัสสาวะแทนโทนเนอร์ทาก่อน แล้วค่อยใส่รองพื้น ก่อนแต่งหน้าบ้าง ก็ใช้ดี ใช้ดีมาก ออกแดดหน้าไม่คล้ำ สมัยก่อนถ้ากลับต่างจังหวัด หน้าเราจะคล้ำ ดำและลอก หลังจากที่ใช้น้ำปัสสาวะ ไม่มีเลย ผิวเราก็ไม่ลอกด้วย

ทุกวันนี้ ไม่ได้ใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงอะไรทั้งสิ้น ใช้น้ำปัสสาวะนี้ทาผิว ผิวก็ไม่ดำ ไม่คล้ำ ปัจจุบันใช้น้ำปัสสาวะทุกวัน ไม่มีวันหยุด ถ้าวันไหนทานอาหารรสจัดหน่อย ก็จะผสมน้ำ ในช่วงเดินทาง ก็ไม่มีปัญหา ก็จะหาแก้วหรืออะไร มีขวดน้ำ ก็ตัดขวดน้ำแล้วก็รอง และดื่มได้ทุกทีทุกเวลา

เชื่อว่าน้ำปัสสาวะมีฮอร์โมนที่ทำให้เราดูหนุ่มสาวขึ้น เป็นเหมือนยาอายุวัฒนะ ตั้งแต่ใช้น้ำปัสสาวะ ชีวิตรู้สึกโล่ง โปร่ง มันไม่ต้องมีอะไรยุ่งยากเลย เราป่วย เราก็กิน ชีวิตไม่ต้องยุ่งยาก
คนอื่นก็ว่าบ้าง คนข้างเคียงก็ว่าบ้า แต่ก็ไม่ได้สนใจ เพราะเรารู้ว่ามันดี อย่างแฟนก็จะบอกอย่าเอามาวางแถวนี้นะ ก็ไม่เป็นไร บอกเขาไม่ต้องเป็นห่วง เพราะเราจะหวงน้ำปัสสาวะเราอยู่แล้ว มันไม่พอกิน เรารู้อยู่ว่ามันคือความจริง เราพิสูจน์เองว่ามันดี ก็จะบอกต่อคนอื่น

ล่าสุดลูกน้องที่สวนยาง ไปรถล้มมา เป็นผู้หญิงกับลูกสาว มีแผลบริเวณใบหน้า ไปถูกับพื้น เขาล้างแผลอยู่2 วัน ก็บอกเขาไม่ต้องไปล้างแผลแล้ว ได้แนะนำให้น้ำปัสสาวะเช็ดตรงที่เป็นแผล ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เขาไปล้างแผลอยู่ 2 วัน แผลยังไม่แห้งเลย เขาใช้น้ำปัสสาวะเช็ดแผลเพียงวันเดียว แผลที่เป็นบริเวณใบหน้า แห้งหมดเลย ก็บอกเขาว่ามันมีประโยชน์ ให้ทาให้ลูกด้วย ทาตอนแรกเด็กก็ร้อง พอทาไปสักพัก เด็กก็ไม่ร้องหลังจากที่เราแกะแผลออก รถล้มใหม่ๆ ประมาณวันที่ 14-15 ยังเป็นแผลเป็น แผลน่ากลัว แต่พอมาเช็ดด้วยน้ำปัสสาวะ แค่วันเดียว มันแห้งหมดเลย

โรคเก๊าท์และทาผิวแทนโลชั่น การใช้น้ำปัสสาวะในชีวิตประจำวันของสจ๊วตหนุ่ม – วันชัย เบญจพรชัย

คุณวันชัย เบญจพรชัย อายุ 55 ปี จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาุบุญ 3

อาชีพ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (สจ๊วต) อดีตเป็นโรคเก๊าท์ มียูริคสูง มามากกว่า 10 ปี หมอบอกว่าเป็นกรรมพันธุ์ เพราะเป็นคนจีน ที่บ้านชอบทานเนื้อสัตว์มาก ทำให้มียูริคสูง ตอนแรกก็เชื่อตามที่หมอบอกคือโรคเก๊าท์ รักษาไม่ได้ ต้องกินยาตลอดชีวิต ก็กินยามาโดยตลอด เป็นเวลามากกว่า 10 ปี เราเชื่อแบบนั้นจริงๆ ว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาหายได้

วันหนึ่ง พอได้มาเข้าค่ายหมอเขียว มาปฏิบัติและกินแบบหมอเขียว คือกินอาหารรสจืด งดเนื้อสัตว์ ก็ตัดสินใจเลิกทานยาหมอช่วงตอนเข้าค่าย ตอนแรกก็กลัวเหมือนกัน กลัวจะเจ็บ เพราะอาการปวดของเก๊าท์หรือยูริคสูง จะปวดมาก ตอนนี้ก็เกือบ 3 ปีแล้วไม่ได้กินยาเลย ไม่มีอาการอะไร ปัจจุบัน ใช้วิธีปรับสมดุลเรื่องอาหาร ไม่ทานอาหารรสจัด ปรับมาทานน้ำปัสสาวะมากขึ้น

ปัจจุบันใช้น้ำปัสสาวะเป็นประจำคือใช้ดีท็อกซ์และแช่ตัว โดยเอาน้ำปัสสาวะที่เหลือผสมกับน้ำร้อน เพราะเป็นสจ๊วต เวลาไปเมืองนอก ก็จะแช่ทั้งตัวตามอ่าง โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาว แต่ก่อนจะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ทาทั้งตัว ทั้งหน้า เพราะอากาศหนาว ผิวจะแห้ง ปัจจุบันก็เลิกใช้  มอยเจอร์ไรเซอร์แล้ว หันมาใช้น้ำปัสสาวะแทน โดยหลังจากนำน้ำปัสสาวะมาล้างตา ล้างตาโดยใส่ถ้วยกระบอกล้างตา ที่เหลือนำมาทาหน้า ทาขา ทาตัว น้ำปัสสาวะ เหมือนมอยเจอร์ไรเซอร์จะช่วยเคลือบผิวไปในตัว ผิวไม่แตก ปกติเวลาบินยุโรปไกลๆ อากาศแห้ง หน้าหนาว ผิวจะแตกมาก จะใช้ปัสสาวะทา 2-3 ครั้ง พอนึกได้ ก็ทา เดี๋ยวก็แห้ง น้ำปัสสาวะเป็นสารเคลือบผิวได้ดี โดยไม่ต้องล้างออก ใส่สูท ผูกไทปกติ เพราะไม่มีกลิ่น โดยปกติเพื่อนที่สนิทกัน จะถามว่า “แกกินฉี่เหรอ” ก็ตอบเขาไป “ใช่ นี่ไง หน้าก็ทาด้วย” เพื่อนมองก็ งง ๆ ก็ไม่เป็นไร เราเองรู้สึกเฉยๆ เพราะน้ำปัสสาวะ ก็ไม่มีกลิ่น น้ำปัสสาวะจะมีกลิ่น ก็นอกจากไปโดนเสื้อผ้า จึงจะมีกลิ่น ขนาดฉี่ที่เอามาเก็บไว้ ข้ามคืน วันสองวันแล้ว เอาลองมาแตะๆดู เหมือนมีกลิ่น แต่พอมาทาหน้าเรา ก็ไม่มีกลิ่น

ทุกวันนี้ ตื่นเช้ามาก็จะดื่มวันละ 1 แก้ว และนำมาทาหน้า ทาตัว จะทาเป็นประจำ แต่ช่วงหน้าร้อน ที่นี่อากาศร้อนมาก ไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ ก็ไม่ค่อยใช้ และใช้ล้างตาเป็นประจำ แต่เวลาไปบิน ทั้งอากาศบนเครื่องบินเองหรือต่างประเทศ เมืองนอก ก็ยังประมาณ 10 องศา ยังหนาวอยู่ ผิวจะแห้งๆ ก็จะใช้น้ำปัสสาวะทาเป็นประจำ ทาขา ทาตัว

โดยปกติแล้วที่ขาจะเป็นผื่น แล้วจะเกาเป็นประจำ หลังจากที่ใช้น้ำปัสสาวะแล้ว ก็จะเกาน้อยลง หรือบางทีก็ใช้น้ำมันเขียวเหยาะด้วย ก็ไม่เป็นแผล ซึ่งแต่ก่อน จะไม่ได้เลย ต้องหาครีมมาทา ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ ใช้วาสลีน ซึ่งเข้มข้นมากจะทำให้ผิวเราไม่แตก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้แล้ว ปัสสาวะเราดีที่สุด

ส่วนครอบครัว แต่ก่อนนี้ เขายังไม่รู้ พอวันหนึ่งเริ่มบอกเขาว่าเราดื่มน้ำปัสสาวะ  ทุกคนตกใจ   แต่ก่อนจะเก็บน้ำปัสสาวะไว้ในห้องน้ำแล้วจะซ่อนๆไว้ หลังจากพอเราบอกเขาแล้ว ไม่ต้องซ่อนแล้ว ก็วางเปิดเผยแล้วก็มีแก้วใหญ่สำหรับใส่น้ำปัสสาวะ เพื่อเอาไปทำปุ๋ย พอตอนเช้าดื่มน้ำปัสสาวะเสร็จ ที่เหลือก็นำมาล้างตา บางทีก็เอาไปทำปุ๋ย บางทีลืม ก็จะอยู่ในห้องน้ำ แรกๆ ทุกคนเห็นก็จะกรี๊ด ตกใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่เราก็บอกเขาว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

สำหรับน้ำปัสสาวะที่ทิ้งไว้นาน โดยปกติ เอาไปทำปุ๋ยอยู่แล้ว แต่ถ้าบางทีลืม ก็จะเก็บเอาไปทาหน้า ทาขา ถ้าฉุนมากๆ วันนั้น ทดลองจิบดู จะมีกลิ่นแรง ฉุนนิดๆเพราะเก็บไว้หลายวัน แต่ก็อยากจะรู้ว่าจะอ๊วก จะอะไรไหม ก็ไม่เป็นไร เพราะอาจจะเคยชินกับมันแล้ว แต่เอามาทาตัวก็มีกลิ่นนิดหน่อย แต่พอสักพัก กลิ่นก็หายไป

น้ำปัสสาวะนี่ เป็นสิ่งที่เราไปเกลียดเขา เพราะบางทีเห็นแล้ว มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เพราะมันอยู่ในห้องน้ำ เนื่องจาก ตามห้องน้ำ น้ำปัสสาวะมันอยู่ในโถ มันมีแบคทีเรีย มีจุลินทรีย์ มันเลยทำให้ ดูสกปรก น่ารังเกียจ แล้วมันมีกลิ่น และสกปรก  แต่จริงๆแล้วน้ำปัสสาวะ มันกรองออกมาจากไตและเป็นสิ่งที่สะอาดมาก ถ้าเราเก็บไว้ในภาชนะที่สะอาด มันก็จะสะอาด แล้วน้ำปัสสาวะก็คือของๆเรา ที่ถูกกรองออกมาแล้ว เรากินอะไรเข้าไป น้ำปัสสาวะก็จะออกมาเป็นแบบนั้น ยิ่งตอนช่วงที่เราไม่สบายนะ จะพยายามกินน้ำปัสสาวะมากๆเลย เพราะจะเป็นยา กลับไปรักษาตัวเราเอง ซึ่งมันดีมากๆ ไม่ต้องไปกินยาอะไรเลย กินจิบไปเรื่อยๆ  อาจารย์ (หมอเขียว) ก็เคยสอนว่า หลังจากเรากินน้ำปัสสาวะเข้าไป มันจะเหมือนเป็นวัคซีน พอกินเข้าไป เม็ดเลือดขาว ก็จะตกใจ ว่ามีเชื้อโรคอ่อนๆมาแล้ว เม็ดเลือดขาวก็จะสร้างขึ้นมาอีกแล้วก็จะไปกำจัดสิ่งที่อยู่ในน้ำปัสสาวะและเชื้อโรคที่อยู่ในตัวเราด้วย  พร้อมกันทีเดียวเลย

 

ใจถึงพุทธ เสียงแจ่ม กับการใช้น้ำปัสสาวะหยอดตา

ใจถึงพุทธ เสียงแจ่ม หรือ คิม จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่ได้ศึกษาและทดลองใช้น้ำปัสสาวะในการบำบัดรักษาโรคจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เขาได้ใช้น้ำปัสสาวะบำบัดรักษาอาการเจ็บป่วยหลายอย่าง แต่ในตอนนี้จะมาแบ่งปันประสบการณ์การใช้น้ำปัสสาวะกับดวงตา คือการนำน้ำปัสสาวะไปใช่ในการหยอดตา (ลืมตาในน้ำปัสสาวะ)

สวัสดีครับผมใจถึงพุทธ เสียงแจ่ม เป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม อยู่ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เป็นคนชอบปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิ

เผอิญได้มาเจอะรุ่นพี่จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมในงานเลี้ยง ได้คุยธรรมะกัน และด้วยความที่กินเจมาก่อนหน้านี้ 6 เดือน พี่จิตอาสาแนะนำให้ลองดื่มน้ำปัสสาวะดู เพื่อแก้อาการปวดเมื่อยตัว เมื่อกลับไปบ้านเลยตัดสินใจทดลองดื่มน้ำปัสสาวะ ตอนแรกที่ดื่มน้ำปัสสาวะ มีรสเค็มมาก เพราะกินอาหารเจ รสจัด หลังจากนั้นเลยตัดสินใจไปค่ายสุขภาพของหมอเขียว ที่สวนป่านาบุญ1 อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร และได้มีโอกาสเข้ากลุ่มโรคต่างๆ พี่จิตอาสาในกลุ่มได้แนะนำให้ใช้น้ำปัสสาวะล้างจมูก แก้ไซนัส หยอดหูตาและอาบน้ำ

ทุกวันนี้เมื่อตอนเช้าขึ้นมาก็จะใช้หยอดตา หยอดหูในตอนเช้า ดื่มและอาบน้ำ โดยการใช้น้ำปัสสาวะกับดวงตา จะปัสสาวะใส่ขวด ทิ้งค้างไว้หนึ่งคืนแล้วตอนเช้า นำเอามากรอกตาไปมา รู้สึกเย็นสบาย ตาโล่งดี ผลที่ได้คือ ตาจะมองชัดมากเลย แต่สำหรับคนใหม่ อาจจะใช้น้ำปัสสาวะที่สดใหม่ ไม่ต้องหมักค้างคืน ใช้แบบสดๆ หยอดตาได้เลย โดยกรอกตาไปมาเพื่อบริหารกล้ามเนื้อตา มีอยู่ครั้งหนึ่ง โดนหมากัดที่ขาขวาเขี้ยวจม เลือดออกมาก ก็ตัดสินใจไม่ไปหาหมอ แต่ใช้น้ำปัสสาวะที่หมักไว้ ล้างแผลสด แผลก็หายเร็วและไม่เป็นแผลเป็นแต่อย่างใด ปัจจุบันใช้น้ำปัสสาวะเป็นประจำทุกวัน และได้หมักเก็บน้ำปัสสาวะเป็นขวดๆ ไว้ที่บ้านจำนวนมากเพื่อเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน

ประสบการณ์การใช้น้ำปัสสาวะในชีวิตประจำวัน-ฐิติมา ใหม่สมเด็จ

Clip3

 

นางฐิติมา ใหม่สมเด็จ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม สังกัดสวนป่านาบุญ 3 ปทุมธานี

อดีตเจ้าของกิจการโรงพิมพ์ ผันตัวเองมาทำงานศูนย์บาท ใช้น้ำปัสสาวะเป็นประจำ

ทำงานมากกว่า 20 ปี มีความเครียดและเร่งรีบจากการทำงาน ป่วยเรื้อรังจากการใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน มีอาการไหล่ติดและน้ำในหูไม่เท่ากัน ทำงานหนัก หาหมอทุกปี หาเงินซื้อประกันชีวิต

ปี 2553 อบรมค่ายสุขภาพ ต่อมาผันตัวเองมาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเต็มตัว ทำงานศูนย์บาท ประจำอยู่ที่ สวนป่านาบุญ3 คลองสาม ปทุมธานี ปลายปี2555 เร่ิ่มใช้น้ำปัสสาวะอย่างจริงจัง โดยการดื่มในตอนเช้า หยอดหู หยอดตา ใช้ดีท็อกซ์สวนล้างลำไส้ใหญ่ ใช้พอกหน้า เช็ดหน้าและหมักผม การรับประทานอาหารสุขภาพปรับสมดุล ทำให้น้ำปัสสาวะใสและจืด สามารถดื่มได้ง่าย