ใช้น้ำปัสสาวะในชีวิตประจำวัน หมักผม ทาหน้า – ณฐมน ปันฮิ

ณฐมน ปันฮิ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมภาคเหนือ
ในอดีตกินอาหารแบบไม่สมดุล ไม่รู้ว่าสมุนไพรอันไหนมีฤทธิ์ร้อน ฤทธิ์เย็น กินไปเรื่อยป่วยจนกระทั่งเจ็บป่วย

มีอาการเจ็บป่วยทุกเดือนโดยไม่รู้สาเหตุ พอไปหาหมอ หมอก็จะให้ยามากิน
ปี 2553 มีเพื่อนแนะนำให้ใช้น้ำปัสสาวะในการเช็ดผิว เช็ดหน้า

ตอนนั้นก็ไม่เชื่อ ในใจไม่กล้าจะใช้ จนกระทั้ง ได้มาเข้าค่ายหมอเขียว เคยป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน เป็นมากจนกระทั่งกรดกัดกล่องเสียงทำให้เสียงแหบ ไม่มีเสียงพูดเลย
พอได้มาเข้าค่ายหมอเขียว รู้สึกว่าชีวิตมันเปลี่ยนไป ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่แทบไม่ค่อยได้ป่วยและไปโรงพยาบาลเลย

ในเรื่องประสบการณ์การใช้น้ำปัสสาวะ ตอนเข้าค่ายใหม่ๆ ก็มีการแนะนำให้ใช้ แต่ก็ยังไม่กล้าใช้ แต่เพราะมากับหมู่กลุ่มส่วนใหญ่ ซึ่งเขาใช้กันก็เลยตัดสินใจใช้

โดยการทดลองดื่มน้ำปัสสาวะในค่ายสุขภาพ พบว่าน้ำปัสสาวะตนเองรสชาติดี เหมือนน้ำข้าวโพดต้ม เลยเอามาหมักผม เอามาทาหน้า แช่เท้า ใช้ทั้งตัวเลย

เวลาอยู่มาค่ายหมอเขียว ก็จะใช้น้ำปัสสาวะ แต่พอกลับไปบ้าน อาหารจะไม่เหมือนในค่าย น้ำปัสสาวะจะมีรสชาติฝาดบ้าง เค็มบ้าง บางทีก็จะไม่ได้ใช้ เพราะอาหารในค่ายจะสะอาด ทำให้ดื่มน้ำปัสสาวะได้ง่ายขึ้น

โรคเก๊าท์และทาผิวแทนโลชั่น การใช้น้ำปัสสาวะในชีวิตประจำวันของสจ๊วตหนุ่ม – วันชัย เบญจพรชัย

คุณวันชัย เบญจพรชัย อายุ 55 ปี จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาุบุญ 3

อาชีพ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (สจ๊วต) อดีตเป็นโรคเก๊าท์ มียูริคสูง มามากกว่า 10 ปี หมอบอกว่าเป็นกรรมพันธุ์ เพราะเป็นคนจีน ที่บ้านชอบทานเนื้อสัตว์มาก ทำให้มียูริคสูง ตอนแรกก็เชื่อตามที่หมอบอกคือโรคเก๊าท์ รักษาไม่ได้ ต้องกินยาตลอดชีวิต ก็กินยามาโดยตลอด เป็นเวลามากกว่า 10 ปี เราเชื่อแบบนั้นจริงๆ ว่าโรคนี้ไม่สามารถรักษาหายได้

วันหนึ่ง พอได้มาเข้าค่ายหมอเขียว มาปฏิบัติและกินแบบหมอเขียว คือกินอาหารรสจืด งดเนื้อสัตว์ ก็ตัดสินใจเลิกทานยาหมอช่วงตอนเข้าค่าย ตอนแรกก็กลัวเหมือนกัน กลัวจะเจ็บ เพราะอาการปวดของเก๊าท์หรือยูริคสูง จะปวดมาก ตอนนี้ก็เกือบ 3 ปีแล้วไม่ได้กินยาเลย ไม่มีอาการอะไร ปัจจุบัน ใช้วิธีปรับสมดุลเรื่องอาหาร ไม่ทานอาหารรสจัด ปรับมาทานน้ำปัสสาวะมากขึ้น

ปัจจุบันใช้น้ำปัสสาวะเป็นประจำคือใช้ดีท็อกซ์และแช่ตัว โดยเอาน้ำปัสสาวะที่เหลือผสมกับน้ำร้อน เพราะเป็นสจ๊วต เวลาไปเมืองนอก ก็จะแช่ทั้งตัวตามอ่าง โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาว แต่ก่อนจะใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ทาทั้งตัว ทั้งหน้า เพราะอากาศหนาว ผิวจะแห้ง ปัจจุบันก็เลิกใช้  มอยเจอร์ไรเซอร์แล้ว หันมาใช้น้ำปัสสาวะแทน โดยหลังจากนำน้ำปัสสาวะมาล้างตา ล้างตาโดยใส่ถ้วยกระบอกล้างตา ที่เหลือนำมาทาหน้า ทาขา ทาตัว น้ำปัสสาวะ เหมือนมอยเจอร์ไรเซอร์จะช่วยเคลือบผิวไปในตัว ผิวไม่แตก ปกติเวลาบินยุโรปไกลๆ อากาศแห้ง หน้าหนาว ผิวจะแตกมาก จะใช้ปัสสาวะทา 2-3 ครั้ง พอนึกได้ ก็ทา เดี๋ยวก็แห้ง น้ำปัสสาวะเป็นสารเคลือบผิวได้ดี โดยไม่ต้องล้างออก ใส่สูท ผูกไทปกติ เพราะไม่มีกลิ่น โดยปกติเพื่อนที่สนิทกัน จะถามว่า “แกกินฉี่เหรอ” ก็ตอบเขาไป “ใช่ นี่ไง หน้าก็ทาด้วย” เพื่อนมองก็ งง ๆ ก็ไม่เป็นไร เราเองรู้สึกเฉยๆ เพราะน้ำปัสสาวะ ก็ไม่มีกลิ่น น้ำปัสสาวะจะมีกลิ่น ก็นอกจากไปโดนเสื้อผ้า จึงจะมีกลิ่น ขนาดฉี่ที่เอามาเก็บไว้ ข้ามคืน วันสองวันแล้ว เอาลองมาแตะๆดู เหมือนมีกลิ่น แต่พอมาทาหน้าเรา ก็ไม่มีกลิ่น

ทุกวันนี้ ตื่นเช้ามาก็จะดื่มวันละ 1 แก้ว และนำมาทาหน้า ทาตัว จะทาเป็นประจำ แต่ช่วงหน้าร้อน ที่นี่อากาศร้อนมาก ไม่จำเป็นต้องใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ ก็ไม่ค่อยใช้ และใช้ล้างตาเป็นประจำ แต่เวลาไปบิน ทั้งอากาศบนเครื่องบินเองหรือต่างประเทศ เมืองนอก ก็ยังประมาณ 10 องศา ยังหนาวอยู่ ผิวจะแห้งๆ ก็จะใช้น้ำปัสสาวะทาเป็นประจำ ทาขา ทาตัว

โดยปกติแล้วที่ขาจะเป็นผื่น แล้วจะเกาเป็นประจำ หลังจากที่ใช้น้ำปัสสาวะแล้ว ก็จะเกาน้อยลง หรือบางทีก็ใช้น้ำมันเขียวเหยาะด้วย ก็ไม่เป็นแผล ซึ่งแต่ก่อน จะไม่ได้เลย ต้องหาครีมมาทา ใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ ใช้วาสลีน ซึ่งเข้มข้นมากจะทำให้ผิวเราไม่แตก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องใช้แล้ว ปัสสาวะเราดีที่สุด

ส่วนครอบครัว แต่ก่อนนี้ เขายังไม่รู้ พอวันหนึ่งเริ่มบอกเขาว่าเราดื่มน้ำปัสสาวะ  ทุกคนตกใจ   แต่ก่อนจะเก็บน้ำปัสสาวะไว้ในห้องน้ำแล้วจะซ่อนๆไว้ หลังจากพอเราบอกเขาแล้ว ไม่ต้องซ่อนแล้ว ก็วางเปิดเผยแล้วก็มีแก้วใหญ่สำหรับใส่น้ำปัสสาวะ เพื่อเอาไปทำปุ๋ย พอตอนเช้าดื่มน้ำปัสสาวะเสร็จ ที่เหลือก็นำมาล้างตา บางทีก็เอาไปทำปุ๋ย บางทีลืม ก็จะอยู่ในห้องน้ำ แรกๆ ทุกคนเห็นก็จะกรี๊ด ตกใจ เพราะมันเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ แต่เราก็บอกเขาว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

สำหรับน้ำปัสสาวะที่ทิ้งไว้นาน โดยปกติ เอาไปทำปุ๋ยอยู่แล้ว แต่ถ้าบางทีลืม ก็จะเก็บเอาไปทาหน้า ทาขา ถ้าฉุนมากๆ วันนั้น ทดลองจิบดู จะมีกลิ่นแรง ฉุนนิดๆเพราะเก็บไว้หลายวัน แต่ก็อยากจะรู้ว่าจะอ๊วก จะอะไรไหม ก็ไม่เป็นไร เพราะอาจจะเคยชินกับมันแล้ว แต่เอามาทาตัวก็มีกลิ่นนิดหน่อย แต่พอสักพัก กลิ่นก็หายไป

น้ำปัสสาวะนี่ เป็นสิ่งที่เราไปเกลียดเขา เพราะบางทีเห็นแล้ว มันเป็นสิ่งที่น่าเกลียด เพราะมันอยู่ในห้องน้ำ เนื่องจาก ตามห้องน้ำ น้ำปัสสาวะมันอยู่ในโถ มันมีแบคทีเรีย มีจุลินทรีย์ มันเลยทำให้ ดูสกปรก น่ารังเกียจ แล้วมันมีกลิ่น และสกปรก  แต่จริงๆแล้วน้ำปัสสาวะ มันกรองออกมาจากไตและเป็นสิ่งที่สะอาดมาก ถ้าเราเก็บไว้ในภาชนะที่สะอาด มันก็จะสะอาด แล้วน้ำปัสสาวะก็คือของๆเรา ที่ถูกกรองออกมาแล้ว เรากินอะไรเข้าไป น้ำปัสสาวะก็จะออกมาเป็นแบบนั้น ยิ่งตอนช่วงที่เราไม่สบายนะ จะพยายามกินน้ำปัสสาวะมากๆเลย เพราะจะเป็นยา กลับไปรักษาตัวเราเอง ซึ่งมันดีมากๆ ไม่ต้องไปกินยาอะไรเลย กินจิบไปเรื่อยๆ  อาจารย์ (หมอเขียว) ก็เคยสอนว่า หลังจากเรากินน้ำปัสสาวะเข้าไป มันจะเหมือนเป็นวัคซีน พอกินเข้าไป เม็ดเลือดขาว ก็จะตกใจ ว่ามีเชื้อโรคอ่อนๆมาแล้ว เม็ดเลือดขาวก็จะสร้างขึ้นมาอีกแล้วก็จะไปกำจัดสิ่งที่อยู่ในน้ำปัสสาวะและเชื้อโรคที่อยู่ในตัวเราด้วย  พร้อมกันทีเดียวเลย

 

มหัศจรรย์น้ำปัสสาวะ

มหัศจรรย์น้ำปัสสาวะ

มหัศจรรย์น้ำปัสสาวะ

มหัศจรรย์น้ำปัสสาวะ ยาดีที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ การใช้ผงถ่าน และยาฝาดบำบัดโรค
สูตรยาเด็ด หมอเขียวโฮมีโอปาธี (น้ำปัสสาวะ)

บรรยายไว้ในกิจกรรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม 12-18 พฤษจิกายน 2554

 

ที่มา
DVD หมอเขียว (ดร.ใจเพชร กล้าจน)
ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ

ประโยชน์ของน้ำปัสสาวะ

การบรรยายเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำปัสสาวะ โดย ดร.ใจเพชร กล้าจน หรือ หมอเขียว  ณ โรงเรียนผู้นำ จังหวัดกาญจนบุรี วันที่ ๓ กันยายน ปี พ.ศ.๒๕๕๓

ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 1/7 โดย อ.หมอเขียว

ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 2/7 โดย อ.หมอเขียว

ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 3/7 โดย อ.หมอเขียว

ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 4/7 โดย อ.หมอเขียว

ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 5/7 โดย อ.หมอเขียว

ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 6/7 โดย อ.หมอเขียว

ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 7/7 โดย อ.หมอเขียว

เหตุที่น้ำปัสสาวะเป็นยา

%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99%e0%b8%a2

เหตุที่น้ำปัสสาวะเป็นยา

แท้จริงแล้วเขาเป็นยาอยู่สองอัน
เหตที่เขาเป็นยา มีสองอัน

หนึ่ง….
ตัวเขาเองมีสารและตัวพลังงานที่เป็นยา
นี่คือข้อที่หนึ่งนะ

ข้อที่สอง…
คนที่กล้ากินกล้าใช้น้ำปัสสาวะนั้น
คือคนที่กล้าทำลายความรังเกียจในน้ำปัสสาวะ

ความรังเกียจเขาเรียกว่า”อัตตา”
ความไม่ชอบความผลักเขา เรียกว่า”อัตตา”

ปกติตัวรังเกียจในน้ำปัสสาวะ
มันเป็นกิเลส มันเป็นมาร
มันจะดูดพลังเราไป

ไปเยี่ยว (ปัสสาวะ) ทุกวัน
ก็รังเกียจทุกวันนั่นแหละ
โดนเราหน่อยนึงก็ไม่ได้ โอ้ยโอ้ย..
รังเกียจทุกวันนั่นแหละ
รังเกียจไปหมดนั่นแหละ
พอรังเกียจเราก็เสียพลังแล้วนะ

พลังชีวิตเราต้องผลิตพลังงานให้ตัวรังเกียจ
ความรู้สึกรังเกียจมันเลี้ยงตัวเองไม่ได้
มันกินพลังจากเรา

รังเกียจยังเป็นทุกข์อยู่
ต้องไม่รังเกียจ

ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)
วันที่ 23 พฤศจิกายน 2558

– – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – – –

สารต่างๆ ในน้ำปัสสาวะ

โดยปกติคนจะกลั่นปัสสาวะออกมาประมาณ 750 – 1,500 ซีซี ต่อวัน ขึ้นอยู่กับว่าคนนั้นดื่มน้ำมากน้อยแค่ไหน คนที่กินของเผ็ดหรือทอดจะกระหายน้ำมากกว่าคนปกติ หรือในฤดูหนาวอากาศเย็นน้ำปัสสาวะจะมีมากกว่าฤดูร้อนอากาศร้อนเพราะไม่เสียเหงื่อทางผิวหนัง รสของปัสสาวะจะมีรสเค็มๆ ถ้าปัสสาวะเข้มจะมีรสขมนิดๆ ในน้ำปัสสาวะมีอะไรดี มาดูกัน

ดร.ฟารอน นักชีวเคมีได้วิจัยสารต่างๆ ในปัสสาวะพบว่า 95% เป็นน้ำ 2.5 % เป็นยูเรีย อีก 2.5% เป็นสารอื่นๆ ถ้าแยกส่วนประกอบที่เป็นมิลลิกรัมออกมาในน้ำปัสสาวะ 100 ซีซี(ลูกบาศก์เซนติมเตร)จะพบว่ามี

1. Urea Nitrogen ปริมาณ 682.00 มิลลิกรัม
2. Urea ปริมาณ 1,459.00 มิลลิกรัม เป็นสารขับปัสสาวะ สารต้านอักเสบ ต้านไวรัส แบคทีเรีย ผิวหนังอ่อนเยาว์ ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารขณะที่ดิ่มน้ำปัสสาวะเข้าไป
3. Creatinin Nitrogen ปริมาณ 36.00 มิลลิกรัม
4. Creatinin ปริมาณ 97.00 มิลลิกรัม
5. Uric acid nitrogen ปริมาณ 12.30 มิลลิกรัม
6. Uric acid ปริมาณ 36.90 มิลลิกรัม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง
7. Amino nitrogen ปริมาณ 9.70 มิลลิกรัม
8. Ammonia nit. ปริมาณ 57 มิลลิกรัม
9. Sodium ปริมาณ 212.00 มิลลิกรัม
10. Potassium ปริมาณ 137.00 มิลลิกรัม
11. Calcium ปริมาณ 19.50 มิลลิกรัม
12. Magnesium ปริมาณ 11.30 มิลลิกรัม
13. Chloride ปริมาณ 314.00 มิลลิกรัม
14. Total sulphate ปริมาณ 91.00 มิลลิกรัม
15. Inorganic sulphate ปริมาณ 83.00 มิลลิกรัม
16. Inorganic phosphate ปริมาณ 127.00 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ยังมีสารอื่นๆ อีก ซึ่งมีดังนี้
1. เอนไซม์ ได้แก่
1.1 Amylase(diastase)
1.2 Lactic dyhydrogenate(LDH)
1.3 Leucine amino-peptdase(LAP)
1.4 Urokinase เป็นสารละลายลิ่มเลือด รักษาเส้นเลือดอุดตัน
2. ฮอร์โมน ได้แก่
2.1 Catecholamines
2.2 17-Catosteroids
2.3 Hydroxysteroids
2.4 Erytropoietine สารกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง
2.5 Adenylate cyclase ประสานการทำงานฮอรโมนหลายชนิดในร่างกาย โดยผ่านการทำงานของสาร cyclic AMP
2.6 Prostaglandin เป็นสารประจำถิ่นในเนื้อเยื่อหลายชนิด ควบคุมการอักเสบ การรับรู้ความปวด การจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยการทำงานของมดลูก
3. ฮอรโมนเพศ ช่วยสร้างความกระชุ่มกระชวย ผิวพรรณดี ลดรอยย่นและความหย่อนยาน สร้างสุขภาพจิตที่ดี ลดคลอเรสเตอรอลในเลือด ป้องกันกระดูกผุ
4. อินซูลิน คนที่เป็นเบาหวานจะได้อินซูลินเข้าไปช่วยเสริมสร้างการเจริญอาหาร
5. Melatonin พบในปัสสาวะตอนเช้า สารนี้ช่วยให้จิตใจสงบ ลดความกระวนกระวาย หลับสบาย

แต่นักวิจัยยังเชื่อว่ายังมีสารอื่นอีกที่ยังไม่รู้จักอีกมาก จากการทดลองวิจัยของ น.พ.ธรรมาธิกรี รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย ได้ทดลองให้ผู้ป่วยดื่มน้ำปัสสาวะของตนเอง 200 คน ได้ข้อสรุปดังนี้
1. เซลล์ร่างกายสามารถรับออกซิเจนได้มากขึ้น อัตราการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้น
2. ช่วยให้ร่างกายช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงมากขึ้นในผู้ป่วยทุกราย ปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดสูงขึ้น

ที่มา: โดย น.พ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล

แนะนำข้อมูลเพิ่มเติม

  1. ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 1/7 โดย อ.หมอเขียว
  2. ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 2/7 โดย อ.หมอเขียว
  3. ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 3/7 โดย อ.หมอเขียว
  4. ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 4/7 โดย อ.หมอเขียว
  5. ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 5/7 โดย อ.หมอเขียว
  6. ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 6/7 โดย อ.หมอเขียว
  7. ประโยชน์น้ำปัสสาวะ ตอนที่ 7/7 โดย อ.หมอเขียว